
“Eco-Plant” เทคโนโลยีอวกาศกับการติดตามสถานการณ์การเพาะปลูกพืชเศรษฐกิจของประเทศไทย
ด้วยจุดเด่นของเทคโนโลยีอวกาศอย่าง “ภาพถ่ายดาวเทียม” ที่สามารถถ่ายภาพได้ครอบคลุม ชัดเจนและต่อเนื่องจนเห็นความเปลี่ยนแปลงของทุกพื้นที่บนโลกใบนี้
การนำเทคโนโลยีอวกาศมาประยุกต์ใช้กับภาคการเกษตรของไทย จึงไม่ใช่เป็นเพียงแค่แผนที่ภาพถ่ายดาวเทียมธรรมดาที่เปิดให้บริการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเท่านั้น แต่ยังใช้ในการติดตามสถานการณ์การเพาะปลูกพืชโดยเฉพาะพืชเศรษฐกิจของไทย ซึ่งภาพถ่ายดาวเทียมในแต่ละช่วงเวลา สามารถแปลผลดูความต่อเนื่องของพื้นที่ ทำให้ระบุได้ว่า ณ เวลานั้น ๆ ในพื้นที่ใดบ้างที่เกษตรกรเพิ่งเริ่มต้นการปลูกพืช หรือพื้นที่ใดปลูกพืชไปแล้ว พืชที่ปลูกมีอายุกี่วัน ใกล้จะเก็บเกี่ยว หรือว่าเก็บเกี่ยวไปเรียบร้อยแล้ว
ข้อมูลเหล่านี้ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้หน่วยงานภาครัฐและผู้เกี่ยวข้องสามารถวางแผนและตัดสินใจด้านการเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยเพิ่มศักยภาพและสร้างเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการเกษตรของไทย และเพื่อให้ง่ายต่อการเข้าถึงข้อมูลด้านการเพาะปลูกพืชของไทย สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA ได้พัฒนา “แพลตฟอร์ม ECO- PLANT” หรือ “ระบบการติดตามสถานการณ์การเพาะปลูกพืชเศรษฐกิจของประเทศไทยจากข้อมูลดาวเทียม” ขึ้นในปี 2558 โดยเป็นส่วนหนึ่งของระบบ GISAgro หรือโครงการเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลการเกษตรด้วยเทคโนโลยีภูมิสารสนเทศ ที่ GISTDA พัฒนาขึ้นตั้งแต่ปี 2555 ซึ่งหนึ่งในจุดมุ่งหมายของ GISAgro ก็คือ การสร้างระบบการวาดและจัดเก็บแปลงเกษตรดิจิทัลร่วมกับกรมส่งเสริมการเกษตรที่ต้องการพัฒนาระบบขึ้นทะเบียนเกษตรกร
“ภานุ เนื่องจำนงค์” หัวหน้าฝ่ายจัดการการเกษตร GISTDA เล่าถึงที่มาของการนำเทคโนโลยีอวกาศมาประยุกต์ใช้งานกับด้านการเกษตรอย่างเป็นรูปธรรมภายใต้โครงการ GISAgro ว่า เมื่อกว่า 10 ปีที่แล้ว GISTDA และกรมส่งเสริมการเกษตร ได้เห็นเป้าหมายร่วมกันว่า ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยต้องมีการจัดทำแปลงเกษตรดิจิทัลที่ระบุขอบเขตพื้นที่เพาะปลูกของเกษตรกรที่มาขึ้นทะเบียนเกษตรกรในแต่ละปี ซึ่งในขณะนั้นประเทศไทยมีดาวเทียมเป็นของตัวเองแล้ว คือดาวเทียมไทยโชต ที่โคจรและสามารถถ่ายภาพปัจจุบันให้ครอบคลุมพื้นที่ประเทศไทยได้ จึงเกิดเป็นความร่วมมือระหว่าง GISTDA และกรมส่งเสริมการเกษตรในการนำแผนที่ภาพถ่ายดาวเทียมมาใช้ในการวาดแปลงของเกษตรกร
“ จากจุดเริ่มต้นประมาณปี 2555 GISTDA ได้พิมพ์แผนที่ภาพถ่ายดาวเทียมไทยโชตให้กับทุกตำบลทั่วประเทศ และส่งเสริมให้เกษตรกรหลังจากขึ้นทะเบียนเกษตรกรฯ แล้วให้มาวาดแปลงที่เพาะปลูกลงบนแผ่นใสที่ปูทับแผนที่ภาพถ่ายดาวเทียม ก่อนที่จะนำแผ่นใสมาสแกน ตรึงค่าพิกัดและนำเข้าระบบ เพื่อให้ประเทศไทยมีข้อมูลแปลงเกษตรกรดิจิทัลทั่วประเทศ และถือได้ว่าเป็นจุดตั้งต้นของระบบ GISAgro ปัจจุบันระบบการวาดแปลงดังกล่าว GISTDA ได้มีการส่งต่อให้กับกรมส่งเสริมการเกษตร ซึ่งได้มีการพัฒนาระบบขึ้นทะเบียนเกษตรกรและวาดแปลงของตนเองแล้ว”
แต่ภารกิจของระบบ GISAgro ไม่ได้มีแค่การวาดแปลง ยังมี “ ECO - PLANT” ซึ่งเป็นระบบติดตาม (Monitoring) พื้นที่เพาะปลูก โดยใช้ภาพถ่ายดาวเทียม ซึ่งเป็นเทคโนโลยีหลักของ GISTDA โดยปัจจุบัน “ ECO-PLANT” ครอบคลุมการติดตามใน 4 พืชเศรษฐกิจ คือ ข้าว ข้าวโพด อ้อยและมันสำปะหลัง ซึ่งเน้นพืชไร่ที่มีรอบการปลูกถี่ตั้งแต่ 4-12 เดือน ข้อมูลมีการอัปเดททุก 2 สัปดาห์ โดยจะมีการแปลภาพถ่ายดาวเทียมเพื่อจะรู้ว่าพื้นที่ตรงไหนมีการปลูกใหม่ มีการเก็บเกี่ยว หรือ อายุของพืชเป็นเท่าไร ข้อมูลเหล่านี้จะรองรับความต้องการของผู้ใช้งานหลัก ซึ่งมีทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงหน่วยงานเชิงนโยบาย
คุณภานุ บอกว่า GISTDA ได้ริเริ่มพัฒนาระบบ “ ECO-PLANT” มาตั้งแต่ปี 2555 ก่อนที่จะเปิดให้บริการผ่านเว็บไซต์ในปี 2558 และยังคงมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ซึ่งอยู่ระหว่างการพัฒนาระบบในเวอร์ชั่นใหม่ และจะมีการเพิ่มเติมในพืชเศรษฐกิจอีก 2 ชนิดคือ ยางพาราและปาล์มน้ำมัน ซึ่งจะอัปเดตข้อมูลเป็นรายปี รวมถึงขยายพื้นที่ครอบคลุมพื้นที่เพาะปลูกของประเทศเพื่อนบ้านในพืชบางชนิด เช่น ข้าวหรือยางพารา ทั้งนี้คาดว่า “ ECO-PLANT” เวอร์ชั่นใหม่นี้ จะเปิดให้บริการได้ภายในปี 2569 นี้
สำหรับระบบ ECO-PLANT ได้ใช้ข้อมูลจากดาวเทียมทั้งสองประเภท คือ ดาวเทียมระบบ Optical และดาวเทียมระบบ Radar เพื่อให้สามารถติดตามพื้นที่ได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะช่วงวิกฤตเกิดภัยธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นช่วงฤดูฝนที่เกิดน้ำท่วม หรือช่วงติดตามสถานการณ์ภัยแล้งที่ติดตามพื้นที่นาปรัง ในบางช่วงที่เป็นสถานการณ์วิกฤต ข้อมูลจะมีการอัปเดตให้ถี่มากขึ้น เพื่อใช้ในการบริหารจัดการให้แม่นยำมากขึ้น ซึ่งด้วยศักยภาพสามารถอัปเดตข้อมูลได้ทุกสัปดาห์สำหรับสถานการณ์ฉุกเฉิน “
จุดเด่นของระบบ ECO-PLANT คือ เป็นระบบเดียวที่มีการติดตามพื้นที่เพาะปลูกเชิงพื้นที่ของพืชเศรษฐกิจหลักของประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่อง กว่า 10 ปี มีการอัปเดตข้อมูลที่ใกล้เคียงสถานการณ์จริงมากที่สุด ซึ่งเหมาะสำหรับใช้ในการวางแผนเชิงนโยบาย และในเชิงพื้นที่ นอกจากนี้ยังเป็นข้อมูลระบบเปิด หรือ Open Data ที่ทุกคนเข้าถึงได้โดยง่ายและสามารถนำไปวิเคราะห์ต่อยอดได้”
จากจุดเด่นดังกล่าว “ECO-PLANT” ได้ถูกนำไปใช้ประโยชน์อย่างหลากหลายทั้งในภาครัฐและเอกชน อย่างเช่น กรมส่งเสริมการเกษตร ที่นำข้อมูลที่อัปเดตทุก 2 สัปดาห์ ไปสุ่มตรวจแปลงปลูกของเกษตรกร ว่าตรงตามที่แจ้งขึ้นทะเบียนไว้หรือไม่ นอกจากนี้ยังใช้ในการติดตามสถานการณ์ต่าง ๆที่รับผิดชอบ เช่น ในพื้นที่เพาะปลูกนอกเขตชลประทาน ซึ่งจะช่วยให้เจ้าหน้าที่ทำงานได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ที่เข้าถึงได้ยาก ส่วนสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ใช้ข้อมูลดังกล่าวร่วมกับแบบจำลองในการพยากรณ์ปริมาณผลผลิตทั้งประเทศที่จะเกิดขึ้น
ด้านกรมชลประทาน และสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) มีการใช้ข้อมูลด้านการเกษตรในการบริหารจัดการน้ำและภัยธรรมชาติ โดยใช้ดูความพร้อมของพื้นที่เกษตรที่จะเป็นทุ่งรับน้ำในช่วงฤดูน้ำหลาก เพื่อไม่ให้ผลผลิตเกิดความเสียหาย และหากเป็นกรณีวิกฤตที่รอการเก็บเกี่ยวไม่ได้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็จะมีข้อมูลพื้นที่เกษตรที่ยังไม่ได้เก็บเกี่ยว ทำให้สามารถบริหารจัดการการชดเชยได้อย่างเหมาะสม หรือแม้แต่ในฤดูแล้ง กรมชลประทาน หรือ สทนช. เมื่อคำนวณน้ำต้นทุนในเขื่อนและประเมินน้ำเหลือสำหรับทำการเกษตรแล้ว สามารถนำข้อมูลที่ GISTDA ติดตามต่อเนื่องมากว่า10 ปี มาใช้ในการวางแผนและส่งเสริมการเพาะปลูกในพื้นที่ต่าง ๆ ได้
ขณะที่ภาคการขาย อย่างกระทรวงพาณิชย์ คุณภานุ บอกว่า GISTDA ได้มีการทำงานร่วมกับกระทรวงพาณิชย์เช่นเดียวกัน ล่าสุดในปี 2568 ภายใต้โครงการ “Quick Big Win” ของกระทรวงพาณิชย์ โดยสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า ร่วมกับสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ และ GISTDA ได้มีการพัฒนาระบบติดตามอุปสงค์ อุปทานข้าวจากดาวเทียม โดยมีการนำชุดข้อมูลจาก GISTDA ในเรื่องของการติดตามพื้นที่ปลูก คาดการณ์ผลผลิตและช่วงเวลาการเก็บเกี่ยว ไปต่อยอดร่วมกับข้อมูลจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อให้ข้อมูลด้านอุปสงค์และอุปทานข้าว ที่คาดการณ์ได้ล่วงหน้าระดับจังหวัด ทำให้สามารถบริหารจัดการข้าวในแต่ละพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงสามารถออกนโยบายล่วงหน้าเพื่อป้องกันปัญหาด้านราคาข้าวได้อย่างทันท่วงที
สำหรับภาคเอกชน มีการนำข้อมูลจาก “ ECO-PLANT” ไปใช้ประโยชน์อย่างต่อเนื่อง ทั้งการวางแผนเตรียมการเรื่องเครื่องจักรและอุปกรณ์ทางการเกษตรในพื้นที่ ที่มีการเพาะปลูกและเก็บเกี่ยวผลผลิตเป็นจำนวนมาก การดูพื้นที่เพาะปลูกพืชเพื่อส่งเจ้าหน้าที่ลงไปเสนอขายปุ๋ย หรือการดูพื้นที่เก็บเกี่ยวเพื่อวางแผนในการเข้าไปซื้อวัตถุดิบ
อย่างไรก็ดีปัจจุบันเริ่มมีหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อม ใช้ข้อมูลจาก GISTDA ในการติดตามพื้นที่เพาะปลูกพืชไร่ทั้งในประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้าน และสนใจในเรื่องพื้นที่เสี่ยงที่จะเกิดการเผาไหม้ ที่ทำให้เกิดปัญหา PM2.5 และหมอกควันข้ามแดน
ผู้สนใจ...สามารถดูข้อมูลการติดตามสถานการณ์การเพาะปลูกพืชเศรษฐกิจของประเทศไทย ได้ที่ https://ecoplant.gistda.or.th/
ที่มา : สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (สทอภ.)
https://www.gistda.or.th/more_news.php?c_id=148&lang=TH
เผยแพร่โดย : นางสาวสุวดี เหมือนอ้น
กลุ่มสื่อสารองค์กร (สอ.)
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
โทรศัพท์ 0 2333 3700 ต่อ 3880
E-mail : pr@mhesi.go.th
Facebook : @MHESIThailand
Instagram : mhesi_thailand
Tiktok : mhesi_thailand
Twitter : @MHESIThailand
![]()
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)
เป็นหน่วยงานของรัฐที่จัดตั้งขึ้นเพื่อขับเคลื่อนการอุดมศึกษาไทย วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ไปสู่มาตรฐานในระดับสากล และเพิ่มอันดับความสามารถการแข่งขันในระดับนานาชาติอย่างยั่งยืน ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหากำไร หากท่านพบว่ามีข้อมูลใดๆ ที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาปรากฏอยู่ในเว็บไซต์นี้ โปรดแจ้งให้ทราบ เพื่อดำเนินการแก้ปัญหาดังกล่าวโดยเร็วที่สุดต่อไป
© 2020 Ministry of Higher Education, Science, Research and Innovation. ALL RIGHTS RESERVED.